วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากมูลสัตว์

5. การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากมูลสัตว์


5.1 ปุ๋ยน้ำชีวภาพ

ผู้เผยแพร่ : อาจารย์ทิพวรรณ สิทธิรังสรรค์ ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม วัดญาณ สังวรารามวรมหาวิหารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชลบุรี

ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ทำมาจากการหมักซากพืชซากสัตว์ในน้ำ โดยมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย

ประโยชน เป็นปุ๋ยเสริมให้แก่พืช เพื่อเสริมธาตุอาหารให้พืชในขณะที่พืชกำลังเจริญเติบโต ปุ๋ยน้ำชีวภาพจะให้ทั้งธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

วัสดุที่ใช้ วัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์ต่างๆ เช่น ต้นหญ้า ต้นถั่ว รำข้าว มูลสัตว์ และเชื้อจุลินทรีย์

ตัวอย่างการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากรำข้าวและมูลไก่ไข่

1. รำละเอียด 60 กิโลกรัม

2. มูลไก่ไข่ 40 กิโลกรัม

3. เชื้อ พด.-1 1 ซอง

ขั้นตอนการทำ

1. นำรำละเอียดและมูลไก่ไข่มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
2. เตรียมเชื้อจุลินทรีย์ โดยนำเชื้อ พด.-1 เทใส่ในน้ำ 20 ลิตร ใช้ไม้คนอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลา 15-20 นาที
3. เทเชื้อ พด.-1 ที่เตรียมไว้ลงไปที่กองรำและมูลไก่ไข่ที่ผสมกันไว้แล้ว พร้อมทั้งพรมน้ำเพื่อให้ความชื้นกองปุ๋ย ใช้พลั่วคลุกเคล้ากองปุ๋ยจนวัสดุต่างๆผสมกันดี และมีความชื้นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
4. ทดสอบความชื้นในกอง โดยใช้มือกำวัสดุ แล้วคลายมือออก ก้อนวัสดุก็ยังไม่แตก จากนั้นใช้กระสอบป่านคลุมกองไว้
5. การดูแลกองปุ๋ย ให้กลับกองปุ๋ยทุกวัน เป็นเวลา 7 วัน โดยทุกครั้งที่กลับกองแล้ว ให้คลุมกองปุ๋ยด้วยกระสอบป่านไว้อย่างเดิม (ในระหว่าง 7 วัน จะสังเกตเห็นเชื้อราสีขาวขึ้นที่ส่วนผิวนอกกองปุ๋ยก่อน แล้วค่อยๆลุกลามเข้ามาในกองปุ๋ย) เมื่อครบ 7 วันแล้ว ให้แผ่กองปุ๋ยออก ผึ่งในร่มจนแห้ง
6.หลังจากผึ่งในร่มจนแห้งแล้ว ควรเก็บใส่ถุงกระดาษหรือกระสอบที่มีการระบายอากาศได้ เพื่อให้เก็บไว้ใช้นานๆ ควรเก็บในที่ร่ม ไม่ตากแดดตากฝนและมีการถ่ายเทอากาศดี

การใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ

1. เตรียมปุ๋ยน้ำ โดยใช้ปุ๋ยแห้ง 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ใส่ลงไปในถังหรือโอ่ง แล้วปั๊มอากาศเข้าไป หรือใช้ไม้คนบ่อยๆอย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง เป็นเวลา 5-7 วัน จะได้ปุ๋ยน้ำที่เข้มข้น ดังนั้น ก่อนนำไปใช้จะต้องผสมน้ำ 20-40 เท่า (ปุ๋ยแห้ง 1 กก. จะทำเป็นปุ๋ยน้ำได้ 400-800 ลิตร)
2. ปุ๋ยน้ำใช้กับต้นพืชได้ 3 วิธีคือ
2.1 รดที่โคนหรือปล่อยตามร่อง โดยใช้ทุกๆ 3 วัน สำหรับผักอายุสั้น เช่นผักบุ้ง ใช้ทุกๆ 7 วัน หรือสำหรับผักทั่วไป ใช้เดือนละ 1 ครั้งสำหรับไม้ผล
2.2ใช้อัดลงดินโดยใช้หัวอัดต่อกับรถไถเดินตามวิธีนี้จะช่วยนำปุ๋ยน้ำไปสู่บริเวณรากพืชและแรงอัดจะช่วยทำให้ดินโปร่งขึ้น ถ้าใช้วิธีอัดลงดินจะทำทุกๆ 15-20 วัน
2.3ใช้ฉีดพ่นใบ โดยอาจผสมกับยาสมุนไพรฉีดไปพร้อมกันเลยก็ได้เนื่องจากรำในประเทศไทยมีราคาแพง สามารถลดสัดส่วนของรำลงได้หรืออาจทำปุ๋ยจากวัสดุที่แตกต่างไปจากที่กล่าวมานี้ได้ เช่น ปุ๋ยน้ำจากถั่วพร้าสดๆ โดยใช้ต้นถั่วพร้า 20 กิโลกรัม สับเป็นท่อนๆผสมคลุกเคล้ากับรำละเอียด 4 กิโลกรัม และเชื้อ พด.-1 จำนวน 1 ซอง พรมน้ำเล็กน้อยแล้วคลุมกองปุ๋ยด้วยกระสอบป่าน กลับกองปุ๋ยทุกวันเป็นเวลา 7 วัน จึงนำมาใช้ได้ เวลาใช้ให้ห่อด้วยตาข่ายไนลอนแล้วนำไปใส่ลงในถังที่บรรจุน้ำไว้แล้ว 90 ลิตร ใช้ตุ้มน้ำหนักทับ ปั๊มอากาศ เป็นเวลา 3 วันหรือใช้ไม้คนทุก ๆวัน วันละ 3-4 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน นำไปผสมน้ำอีก 25 เท่า แล้วนำไปใช้กับต้นพืชได้ ดังนั้นเกษตรกรสามารถดัดแปลงเศษพืชหรือซากสัตว์ที่เหลือทิ้งในไร่นานำมาทำปุ๋ยน้ำใช้ได้เอง
ข้อเสนอแนะ

การใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่นๆ เช่นปุ๋ยหมักโดยจะใช้ปุ๋ยหมัก คลุกลงในดินขณะเตรียมดินปลูก และใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพเสริมธาตุอาหารให้แก่พืชในขณะที่พืชกำลังเจริญเติบโต

 5.2 วิธีการทำปุ๋ยน้ำคอกชีวภาพ 

ผู้เผยแพร่ : สวนวันเพ็ญ จังหวัดปราจีนบุรี (037) 405026 มือถือ(01) 803-4934

วิธีทำ

1. มูลโค 1 กระสอบปุ๋ยเจาะรูให้รอบๆ
2. ตาสับปะรด 2–3 หัวหรือเหง้าหญ้าขน 2–3 กอ
3. กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม รำละเอียด 1/2 กิโลกรัม
4. นำของทั้งหมดใส่โอ่ง 200 ลิตร ใส่น้ำให้เกือบเต็มโอ่ง หาวัสดุกดไว้อย่าให้กระสอบลอย หมักไว้ 7–15 วัน ตักน้ำปุ๋ยคอกไปราดโคนต้นไม้ จุลินทรีย์และปุ๋ยน้ำคอกที่เราหมักจะทำให้ต้นไม้เราแตกใบอ่อนอยู่ตลอดเวลา

ที่มา http://www.doae.go.th/soil_fert/biofert/moonanimal10.htm

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หญ้าแฝก



       การชะล้างพังทลายของดินยังเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ในความรับผิดชอบของสำนักงานพัฒนา ที่ดิน เขต 3 ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ น้ำฝนที่ไหลหลากลงมาจากที่ดอนจะพัดพาหน้าดิน ออกไป เกิดความเสียหายให้แก่พื้นที่ปลูกพืชไร่สำคัญ ๆ เช่น มันสำประหลัง อ้อย ข้าวโพด พริก เป็นตัน 
นอกจากทำให้ผลผลิดลดลงแล้ว ยังทำให้แหล่งน้ำต่าง ๆ ตื้นเขินอีกด้วย วิธีง่าย ๆ ในการอนุรักษ์ดิน และ
สามารถดำเนินการเองได้ คือ การปลูกแฝกเป็นแนวระดับขวางความลาดชันพื้นที่ไว้




  หญ้าแฝก เป็นพืชตระกูลหญ้าเช่นเดียวกับ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย และตะไคร้ พบกระจายทั่วไปหลาย ๆ พื้นที่ ที่พบในประเทศไทยจำแนกออกได้ 2 ชนิดได้แก่ หญ้าแฝกหอม และหญ้าแฝกดอน ในธรรมชาติ
พบว่าแฝกทั้งสองชนิดนี้มีการกระจายตัวได้ดีในสภาพพื้นที่ทั้งที่ลุม และที่ดอน ในดินสภาพต่าง ๆ
ข้อแตกต่าง




หญ้าแฝกหอม หญ้าแฝกลุ่ม

ลักษณะกอ

  1. เป็นพุ่ม ใบยาวตั้งตรงขึ้นสูง
  2. สูงประมาณ 150-200 ซม.
  3. แตกตะเกียงและแตกแขนงสำต้น

  1. เป็นพุ่ม ใบยาวปลายจะโค้งลงคล้ายกอตะไคร้
  2. สูงประมาณ 100-150 ซม.
  3. ไม่มีการแตกตะเกียงและแขนงลำต้น
ใบ

  1. ยาว 45-100 ซม. กว้าง 0.6-1.2 ซม.
  2. สีเขียวเข้ม หลังใบโค้ง
  3. เนื้อใบเนียน มีไขเคลือบมาก

  1. ยาว 35-80 ซม. กว้าง 0.4-0.8 ซม.
  2. สีขาวซีด หลังใบพับเป็นสันแข็งสามเหลี่ยม
  3.เนื้อใบหยาบ มีไขเคลือบน้อย
ช่อดอกและดอก

  1. ช่อดอกสูง 150-200 ซม.
  2. สีอมม่วง
  3. ดอกย่อยไม่มีระยางค์แข็ง

  1. ช่อดอกสูง 100-150 ซม.
  2. หลากสีตั้งแต่ ขาวครีม ม่วง
  3. ดอกมีระยางค์แข็ง

เมล็ด

  ขนาดโตกว่า

  ขนาดเล็กว่า

ราก

  1. กลิ่นหอมเย็น
  2. หยั่งลึก 100-300 ซม.

  1. ไม่มีความหอม
  2. หยั่งลึก 80-100 ซม.
พันธุ์

  กำแพงเพชร 2 , เชียงราย , สงขลา 1 ,
  สงขลา 2 , สงขลา 3 , สุราษฎร์ธานี ,
  ตรัง 1 , ตรัง 2 , ศรีรังกา , เชียงใหม่ ,
  แม่ฮ่องสอน (รวม 11 พันธุ์) 

  อุดรธานี 1 , อุดรธานี 2 , นครพนม 1 , นครพนม 2,
  ร้อยเอ็ด , ชัยภูมิ , เลย , สระบุรี 1 , สระบุรี 2 ,
  ห้วยขาแข้ง , กาญจนบุรี , นครสวรรค์ , ราชบุรี ,
  ประจวบคีรีขันธ์ ,จันทบุรี , พิษณุโลก , กำแพงเพชร







วิธีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

       ก่อนอื่นต้องเตรียมกล้าแฝกเสียก่อน โดยการขุดแฝกทั้งกอขึ้นมาตัดรากให้เหลือ 10 ซม. และตัดต้นให้เหลือ 20 ซม. แยกหน่อแล้วมัดรวมเช่นเดียวกับ
การถอนกล้าข้าว นำไปแช่น้ำให้น้ำท่วมรากประมาณ 5-7 วัน เมื่อเห็นว่ารากแตกออกมาใหม่จึงนำไปปลูก หรือ กล้าแฝกจากการขยายพันธุ์ในถุงพลาสติก และ
อายุประมาณ 45 วัน เริ่มปลูกตั้งแต่ต้นฝนเป็นต้นไป
1. ปลูกหญ้าแฝกขวางความลาดเทของพื้นที่
       1.1 ใช้เครื่องมือง่าย ๆ สามารถปฏิบัติเองได้ โดยใช้สายยางหาระดับแบบช่างไม้ จับระดับเป็นระยะ ๆ พร้อมหลักปักแนว ไปเรื่อย ๆ หรืออาจใช้กล้องส่องระดับก็ได้
       1.2 ใช้รถไถเดินตามหรือไถควายลาก ไถตามแนวไม้ที่ปักไว้
       1.3 ปลูกแฝกระยะ 5-10 ซม. ตลอดแนวที่ไถจะได้แนวหญ้าแฝกหนึ่งแนว จากนั้นสร้างแนวปลูกแฝกใหม่ ปฏิบัติตามขั้นตอน ที่ 1.1-1.3 ระยะห่างของแนวแฝกแต่ละแนว ห่างกันตามแนวดิ่ง 1.50 เมตร

 http://www.doae.go.th/library/html/detail/grass/pgra1.gif

2. ปลูกแฝกในสวนผลไม้ หรือไม้ยืนต้น
       2.1 สร้างแนววงกลมรัศมีประมาณ 2 เมตร รอบ ๆ ลำต้นไม้ผลหรือไม้ยืนต้น พื้นดินแนวครึ่งวงกลม หงายรับความลาดเอียงของพื้นที่
       2.2 ปลูกแฝกระยะประมาณ 5-10 ซม.
       2.3 เมื่อแฝกเจริญเติบโตเต็มที่ เกี่ยวใบแฝกคลุมรอบ ๆ โคนต้น จะช่วยรักษาความชุมชื้นและเพิ่มอินทรีย วัตถุแก่ไม้ผลไม้ยืนต้น หรือใช้เป็นวัสดุทำไพหญ้ามุงหลังคาก็ได้ 
















3. ปลูกแฝกรอบสระน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ
       3.1 วางแนวปลูกแฝกเป็นแถวตามระดับ 3 แนวรอบสระน้ำหรืออ่างเก็บน้ำห่างกันแนวละ 20 ซม.
       3.2 แถวล่างสุดปลูกตามแนวระดับน้ำขึ้นสูงสุด


สรุปประโยชน์หญ้าแฝก      
       1. ช่วยป้องกันการสูญเสียหน้าดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตะกอนดินที่ถูกน้ำกัดเซาะและพัดพามา โดยจะถูกกอหญ้าแฝกดักไว้เมื่อเวลาผ่านไปหลาย ๆ ปี
จะกลายเป็นขั้นบันไดดินตามธรรมชาติ
       2. ช่วยลดความรุนแรงและความเร็วของน้ำไหลบ่า เมื่อน้ำไหลมปะทะแนวกอแฝกแล้วน้ำจะซึมลงสู่ดิน น้ำบางส่วนจะไหลผ่านแนวกอแฝกอย่างช้า ๆ
       3. ช่วยเสริมความมั่นคงแข็งแรงตามแนวตลิ่ง ฝายกั้นน้ำ ทางระบายน้ำ คลองส่งน้ำ ริมถนนสูง
       4. ใช้เป็นวัสดุคลุมดินรักษาความชุ่มชื้นและควบคุมวัชพืช
       5. ใบนอกจากใช้ทำตับหญ้ามุงหลังคาแล้วยังใช้ทำเครื่องประดับ เช่น กระเป๋า พัด ไม้แขวนเสือ ส่วนรากใช้ทำน้ำมันหอม สบู่ ยาสมุนไพรรักษาโรคบางชนิด เช่น รากบดละเอียดผสมน้ำแก้ไข้ แก้โรคเกี่ยวกับน้ำดี รากต้มดื่มช่วยละลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

"หญ้าแฝก กำแพงชีวิต"

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เมื่อคิดจะปลูกยางพารา


Rubber-replantationใน ปัจจุบัน ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรทั่วประเทศไทยให้ความสนใจต้องการปลูกเป็น อย่างมาก และรัฐบาลได้ให้การส่งเสริมการปลูกยางพาราในทุกภาคของประเทศ นับตั้งแต่ ภาคใต้, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคเหนือ และภาคกลาง ด้วยเช่นกัน นับเป็นพืชที่มีอนาคตสดใส  เนื่องจากทั่วโลกยังมีความจำเป็นในการใช้ยางพาราอยู่เป็นจำนวนมาก  ทุกวันนี้ อัตราการขยายตัวของปริมาณการผลิตและการใช้ยางพาราหรือยางธรรมชาติ เฉลี่ยร้อยละ 4.5 ต่อปี คาดการณ์ว่าปริมาณการใช้ยางธรรมชาติของโลก ในอีก 7  ปีข้างหน้าหรือในปี 2558 จะสูงถึง 10.6 ล้านตัน กอปรกับในอนาคต "วิกฤติพลังงานโลก" เป็นเรื่องที่ต้องตระหนัก ซึ่งก็ต้องเกียวพันกับราคาน้ำมันที่อาจสูงขึ้น ๆ ความต้องยางสังเคราะห์ที่ทำมาจากน้ำมันจึงมีแนวโน้มลดน้อยลง ดังนั้น ราคาและความต้องการยางพาราจึงน่าจะอยู่ในระดับสูงพอสมควร